Profilo di สมบัติบก.ลายจุด ---- superbuff...FotoBlogElenchiAltro ![]() | Guida |
|
บก.ลายจุด ---- superbuff story06 maggio แชร์ กับ ชิง อำนาจรัฐการแชร์อำนาจรัฐคืออะไร
ในพัฒนาทางการเมือง การชุมนุมเรียกร้องปัญหาต่าง ๆ ของกลุ่มประชาชนกลุ่มต่าง ๆ เป็นอีกเครือ่งมือหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตย ขั้นตอนก่อนที่ประชาชนจะลุกขึ้นชุมนุมนั้น มักจะเริ่มต้นจากการสื่อสาร ร้องเรียน ทำหนังสือ เจรจาในพื้นที่ แต่ถ้าระบบมันล้ม ปัญหาแก้ไม่ได้ด้วยการสื่อสารธรรมดา การชุนนุมจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ประชาชนใช้กดดัน ซึ่งการชุมนุมแบบนี้ก็มักลงเอยด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจาและจัดการปัญหา เอาล่ะบางทีเรื่องนั้น ๆ ก็อาจจะดองอยู่นานสองนาน แต่ก็มักจะไม่เกิดความรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงหลาย ๆ ปีทีผ่านมา การชิงอำนาจรัฐ คืออะไร
กรณีสงครามสีเสื้อนี่ชัดเจนที่สุด เพราะต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่จะโค่นล้มอำนาจรัฐ เป็นการชิงอำนาจจากอีกฝ่ายลงมา ในเมื่อรัฐตกอยู่ในฐานะคู่ขัดแย้ง การเจรจาจึงเป็นไปได้ยาก เพราะฝ่ายหนึ่งก็ต้องการให้รัฐลงจากอำนาจ แต่รัฐก็ไม่ยอมที่จะลงจากอำนาจเช่นกัน ด้วยลักษณะของเกมชิงอำนาจเช่นนี้ จึงทำให้การชุมนุมมีลักษณะกดดันเป็นพิเศษ และมักจะเป็นการชุมนุมที่มีปริมาณประชาชนจำนวนมาก ประชาธิปไตยภาคพลเมือง ควรเป็นลักษณะการแชร์อำนาจรัฐ ส่วนการชิงอำนาจนั้น ควรที่จะใช้กระบวนการตอนเลือกตั้ง หรือ กระบวนการในสภาเป็นหลัก แต่ก็นั่นแหละ ในบางช่วงบางสถานการณ์การชิงอำนาจกันข้างถนนก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่นี่คือเรื่องที่สังคมจะต้องเรียนรู้ร่วมกัน และเท่าทันความอ่อนไหวของเกมชิงอำนาจบนท้องถนน อุบัติเหตุเพียงเล็กน้อยอาจกลายเป็นบาดแผลใหญ่ให้กับประเทศชาติได้เช่นกัน 03 marzo สัญญาณการลุกฮือเมื่อก่อนคิดไม่ออกว่ามันจะเกิดขึ้นในประเทศนี้ได้ยังไง
ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคลียร์ แม้มีสัญญาณอยู่บ้าง ช่วงนี้ผมเห็นดวงไฟแดงฉาด อยากบอกว่าฉุดไม่อยู่ การลุกฮือจะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอน ไม่มีการต่อรอง
ไม่กลัวการสูญเสีย ก่อตัวและขยายอย่างรวดเร็ว เมื่อฟางแห้ง รอเพียงประกายไฟ ทุกอย่างลุกลามเป็นไฟป่า ภาวะนี้เป็นภาวะเดียวกับอารมณ์สงครามครั้งสุดท้ายของพันธมิตร
ผมรู้แล้วว่ามันเกิดขึ้นได้กับทุกฝ่าย พวกเขาลุกขึ้นยืนหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ประวัติศาสตร์จะบันทึก และเรียกเก็บราคาสำหรับการเปลี่ยนผ่านเป็นจำนวนคน
ไม่มีที่ใดบนโลกใบนี้ ที่ความเสมอกันไม่เกิดขึ้น แล้วการต่อสู้จะยุติลง 01 marzo ประเทศชาติของเธอลูกรักเรื่องนี้อาจจะยากสำหรับเด็กวัย 10 ขวบอย่างเธอ
และโรงเรียนอาจไม่สอนเธอเกี่ยวกับความหมายและความสัมพันธ์ของเธอกับประเทศชาติ เมื่อก่อนนี้ คนเราอยู่ในป่า ล่าสัตว์หากิน ต่อมามนุษย์เริ่มเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ เราเริ่มรู้จักทำกิน ไม่เฉพาะหากิน คนบางคนขี้เกียจแต่ฉลาด ไม่ทำกิน แต่ปล้นเขากิน มนุษย์เลยต้องรวมตัวกันอยู่ ดูแลกันและกัน ไม่ให้พวกโจรมาปล้นเอาอาหาร ทรัพย์สินที่เก็บไว้อย่างไม่ยุติธรรม การรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม ๆ หรือ ขนเผ่า มันก็ช่วยได้บ้าง แต่โจรมันก็เรียนรู้ที่จะเติบโต เราจึงต้องอยู่กันเป็นเมือง รวมตัวกันให้แข็งแรงเพื่อดูแลตนเอง มนุษย์นั้นยังแบ่งเขาแบ่งเรา แต่ละเมืองก็รังแกกัน ใครอ่อนแอกว่าก็ถูกเอาเปรียบ เข่นฆ่า เอามาเป็นทาส
ประเทศไทยที่หนูอยู่วันนี้ มันเริ่มจะมีประเทศจริง ๆ ร้อยกว่าปีนี้เอง ทันทีที่เราเอาแนวคิดเรื่องเขตแดน เอามาตีเส้นเป็นรูปขวานอย่างที่หนูเห็นในหนังสือ นั่นแหละ เราเริ่มจะมีประเทศชัดเจน ก่อนหน้านี้มันแค่เป็นอนาจักร ทุกวันนี้ คนไทยยังเถียงกันอยุ่เลยว่า บรรพบุรุษเราเดินทางมาจากที่ไหน
ถ้าหนูไปที่ Musuem Siam หนูจะเห็นว่า กรุงเทพที่เราอยู่นั้น เมื่อก่อนมันยังเป็นทะเล แผ่นดินมันเพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง ความเป็นคนไทยนั้น ทำให้เรารู้สึกมีตัวตนบนแผนที่โลก
แต่เราต้องไม่ลืมว่า แม้เราจะเป็นคนไทย แต่เราก็เป็นคน สิ่งที่หนูต้องเรียนรู้ให้ได้ ไม่ใช่ความเป็นคนไทย แต่คือความเป็นคน ในขณะที่การเมืองวันนี้ เขากำลังพูดถึง ชาติไทย ซึ่งในความคิดเห็นของพ่อ พวกนั้นพูดอย่างกับว่า พวกเขาเป็นคนสร้างแผ่นดินบนทะเล เราจะต้องมองประเทศชาติว่า เป็นสมบัติของคนทุกคนบนผื่นแผ่นดินนี้ และเราจะต้องจัดสรรทรัพยากร โอกาส และ เคารพศักดิ์ศรีของคนทุกคน เมื่อหนูโตจนมีสิทธิ์เลือกตั้ง พ่อไม่รู้ว่า ตอนนั้นประเทศไทยยังเป็นรูปขวานอยู่อีกหรือเปล่า และเขาเรียกประเทศที่เธอมีชีวิตอยู่ว่าประเทศอะไร ความเป็นคนนั้น มีความหมายสูงกว่าความเป็นคนไทย ประเทศที่หนูอยู่วันนั้น อาจจะหน้าตาเหมือนแผนที่โลก มนุษย์อาจเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่ารักชาติแล้วเกลียดคนอื่น อย่านิ่งเฉยเพราะคิดว่าเราเป็นคนเล็ก ๆ จงบอกตนเองว่าเราเป็นพลเมือง คนที่มีส่วนร่วมในการกำหนดว่าสังคมของเราควรเป็นเช่นใด ไม่มีใครเป็นเจ้าของเรา เราเป็นเจ้าชีวิตตัวเอง ประเทศนี้เป็นของเธอและของทุกคน 16 febbraio จาก Blog สู่ Book"บก เอาสิ่งที่เขียนใน Blog มาทำหนังสือหรือยัง ?" ผู้ดำเนินรายการบนเวทีถามผมนอกห้องประชุม
แม้ผมจะมีข้อเขียนไว้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อคิดว่ามันพร้อมที่จะเป็นหนังสือหรือยัง ผมกลับรู้สึกได้ว่ามันยังไม่พร้อมเป็นหนังสือ หลายปีมานี้ ผมได้ยินว่ามีคนเอาสิ่งที่เขียนไว้ใน Blog มาพิมพ์เป็นหนังสือขาย แม้แต่ผมเองก็เคยเขียนบทนำให้กับหนังสือเล่มหนึ่งของคุณ Day ผมกลับมาทบทวนว่า ผมเขียน Blog ทำไม ซึ่งก็พบว่าผมต้องการที่จะ Note ความคิด ความรู้สึกของตนเองท่ามกลางวันเวลาที่ผ่านไป อีกส่วนหนึ่งเป็นการบอกเล่าให้กับคนที่ผ่านเข้ามา
ผมไม่ได้ซีเรียสอะไรกับจำนวนคนที่อ่าน ซึ่งผมเข้าใจว่า มีคนอ่านสิ่งที่ผมเขียนใน Blog อยู่ไม่กี่คน และในจำนวนนั้นคือตัวผมเอง
ผมมักกลับมาอ่านสิ่งที่เคยเขียนไว้ ทบทวนความคิด ความรู้สึก และบ่อยครั้งผมมักถามตัวเองในขณะที่อ่านสิ่งที่ตนเองเขียนอยู่เบื้องหน้าว่า ผมยังคิดและยังรู้สึกเช่นเดิมอีกหรือไม่ "ยังไม่ได้เอาข้อเขียนใน Blog มาทำหนังสือครับ" ผมตอบไปเช่นนั้น
"อ้าวทำไมล่ะ ?" ชายคนเดิมทิ้งน้ำเสียงแบบสงสัย "ผมไม่ได้ตั้งใจเขียนสิ่งเหล่านี้เป็นหนังสือ และผมเห็นว่ามันกระจัดกระจาย ความเป็นเอกภาพยังไม่มี และที่สำคัญ ผมไม่แน่ใจว่ามันน่าสนใจเพียงพอ" บนเวทีอภิปราย เหล่านักพูดกำลังพูดถึงคุณภาพของหนังสือและกระบวนการทำคลอดหนังสือดี ๆ สักเล่ม มันไม่ใช่เรื่องหมู ๆ หรือ โชคช่วย ผมสัมผัสได้เลยว่า พวกเขามองการทำหนังสือเป็นกระบวนการอันศักดิ์สิทธิ์ และเขาทนไม่ได้ที่มันจะออกมาแบบชุ่ย ๆ การเป็นนักเขียนไม่ใช่แค่การมีหนังสือตีพิมพ์ออกมาสักเล่ม แต่มันเกิดจากการตกผลึกในชีวิตและความคิดของคน ๆ หนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การเปลี่ยนแปลงของ หนังสือ On Demand กำลังจะทำลายกรอบการตลอด และ การคิดคำนวนต้นทุนในการผลิตอย่างสิ้นซาก
เพราะมันพิมพ์ได้โดยเริ่มต้นจากหนังสือเพียง 1 เล่ม และแม้แต่ www.amazon.com ก็เข้าสู่การบริหารจัดการหนังสือในแนวทางนี้แล้ว เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นดีที่เราจะเริ่มต้นเขียนหนังสือใน Blog และจบด้วยการเป็นหนังสืองานศพสักเล่ม ที่เราสามารถทำไว้เพื่อตัวเอง 08 febbraio วณิพก ผลผลิตของชนบทล่มสลายเสียงแคนอีสานดังรอดเข้ามาในร้านอาหารทุกครั้งที่มีคนเปิดประตูเข้ามาใช้บริการ
ทำให้ฉันละจากจานอาหารและมองตามที่มาของเสียงแค้นนั้น ภาพของยายแก่กับชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้นหน้าร้านอาหารที่ทาง กทม เพิ่งเปลี่ยนพื้นปูทางเท้าอย่างดี ใบหน้าอันเหี่ยวย่น ผ้าถุงที่ใส่ กับเสียงแคนของชายชราคนข้าง ๆ ทำให้ฉันนึกถึงภาพที่เห็นบ่อย ๆ ในทีวี ที่สะท้อนเรื่องราวของความยากแค้นในชนบท ยื่นมือขึ้นไหว้และมองขึ้นไปเบื้องบน ฉันสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอยู่สัก 30 นาที มีคนหยอดเหรียญ 3-4 คน
ชายชราหยุดหายใจและเปลี่ยนท่านั่งพึงกับเสาไฟฟ้าด้วยความเหนื่อยล้า ทั้งคู่เดินทางมาจากสุรินทเข้ากรุงเทพร์ด้วยรถไฟบริการฟรีได้ 2 เดือนกว่าแล้ว เพราะที่นาถูกน้ำท่วมขังเมื่อฤดูการผลิตเมื่อปีที่แล้ว นาล่มทั้งหมด และตอนนี้ก็ไม่ได้ทำอะไร ทั้งสองจึงตัดสินใจออกเดินทางโดยอาศัยนอนอยู่แถวอนุเสาวรีย์ชัยฯ ชายชราเป่าแคน ยายแก่ยื่นกระป๋องในมือออกไปข้างหน้า ด้วยความหวังว่าจะมีเศษเหรียญตกลงกระป๋องใบนั้น ทำให้มีรายได้ 1-200 บาทต่อวัน ภาพของชายชราและยายแก่เช่นนี้ คุ้นชินกับสังคมไทยมานับแต่ฉันยังเด็ก ๆ มันไม่เคยหายไปจากสังคมนี้
ขณะที่สังคมที่กำลังพูดถึงรัฐสวัสดิการ การมีหลักประกันให้กับคนทุกคนในประเทศ แต่ขณะนี้เรากำลังวุ่นวายกับการกู้เงินต่างชาติและสถาบันการเงินในประเทศหลายแสนล้านบาท ชนบทล่มสลาย เป็นบทสรุปที่คนทำงาน NGOs ใช้อธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมหลาย ๆ อย่าง ซึ่งแน่นอนว่าในกรณีวณิพกคู่นี้ก็เช่นกัน
การแบกรับความเสี่ยงในภาคการผลิตการเกษตร (น้ำแล้ง น้ำท่วม) ทำให้การสะสมหนี้และการสูญเสียที่ดิน เวลาเราเข้าไปในหมู่บ้านฉันเห็นแต่เด็กและคนชรา ส่วนคนหนุ่มสาวเข้าเมืองเป็นแรงงาน เสียงแคนจากชายชราคนนั้นยังติดหูผมหลังจากที่เดินจากมา แม้เสียงรถยนต์จะดังกระหึ่มอยู่ข้างถนนก็ตามที 05 febbraio แรงบันดาลใจ อันซึมเศร้าวันก่อนคุยกับน้อง ๆ เรื่องสิ่งที่ถูกกดทับไว้ในตัวมนุษย์ในระดับจิตใต้สำนึก
หากมนุษย์อยู่กับภาวะซึมเศร้า เพราะตนเองมีปมบางอย่าง และเราไม่เข้าใจ เพราะมันอยู่ลึก การสื่อสารกับตัวเองที่ติด ๆ ดับ ๆ ทำให้เราขาดโอกาสค้นหาปมของปัญหาที่กดทับไว้ หรือ แม้แต่การค้นหาแรงบันดาลใจอันเป็นแหล่งพลังมหาศาลในการขับเคลื่อนของมนุษย์ บางทีเราต้องนิ่งเพื่อต้นหาสิ่งนั้น
บางทีเราต้องการใครช่วยฟังเราเพื่อที่เราจะค่อย ๆ ค้นหาสิ่งนั้นผ่านกระบวนการสนทนา ไม่แน่ใจว่าที่เป็นอยู่นั้นคือ ซึมเศร้า หรือ เพราะขาดการติดต่อกับจิตวิญญาณภายใน ทำให้ไม่รู้ว่า ความต้องการแท้จริง ณ ขณะนี้คืออะไร 08 dicembre ไพร่ หรือ พลเมืองความเป็นไพร่ นั้น คือการจำนนและยอมรับว่าตนเองมีสถานะความเป็นมนุษย์ต่ำกว่าผู้อื่น มิได้เชื่อว่า คนเรานั้นเท่าเทียมกัน และทำการกดขี่ตนเองทางวรรณะ และ กดขี่ไพร่ ด้วยกันเอง การหลุดพ้นจากความเป็นไพร่ คือ การมีสำนึกในความเป็นไท มีอิสระในชีวิตของตน เชื่อว่าตนเองคือผู้กำหนดชะตากรรมให้กับตน ความเป็นพลเมือง คือ ผู้ที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ และ สังคมของตน บนหลักว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศนี้ร่วมกัน และได้พยายามในการพัฒนา ยกระดับ ประเทศในมิติต่าง ๆ คำถามต่อเสื้อแดง และ เหลือง หรือ สีอื่น ๆ ด้วยคือ หนึ่ง....ใครเป็นเจ้าของประเทศ ? สอง....คุณทำหน้าที่ในฐานะพลเมือง ในการพัฒนาประเทศอย่างไร และ ผลของการที่คุณมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนั้น ประเทศชาติได้พัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร ? 05 dicembre บันทึก วันพ่อเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
"วันนี้วันพ่อ หนูเลยโทรมาหาพ่อ" เสียงของลูกสาววัย 10 ขวบ กล่าวเปิดการสนทนาผ่านมือถือ วันพ่อปีนี้ผมชั่งใจอยู่ว่า จะกลับไปอยู่กับลูกหรือจะไปกินข้าวเย็นกับพ่อดี การปิดสนามบิน 2 แห่งก่อนหน้านี้ ทำให้ผมตัดสินใจว่า อยู่ กทม แล้วไปไหว้พ่อที่บ้าน พ่อเป็นคนจีนโพ้นทะเล เดินทางมาถึงเมืองไทยเมื่อปี 2490 ต้องนอนอยู่บนเรือขนสินค้าที่ทั้งลำมีแต่คนอพยบ ใช้เวลาเดินทาง 7 วัน 7 คืน กินข้าวต้ม กับ ซุบแตงกวา ที่ทางเรือจัดเตรียมไว้ให้ ทำให้ผมคิดถึงเรือไททานิก ที่คนจนอยู่กันอย่างเบียดเสียดในท้องเรือ ชีวิตผมรู้จักความยากจนจากการบอกเล่าของพ่อ และ ชาวบ้านที่ผมทำงานด้วย แต่ในชีวิตผมไม่เคยยากจน พ่อผม และ คนจีนอีกหลายคน อาศัยแผ่นดินนี้สำหรับสร้างเนื้อสร้างตัว มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ และแรงกาย แรงใจทื่ทุ่มเทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดูแลลูกเมียและพี่น้องนับสิบชีวิตจนถึงทุกวันนี้ ผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องการทำงาน NGOs ว่า ผมขอทำหน้าที่แทนครอบครัวเพื่อทดแทนแผ่นดินไทยแห่งนี้ มีครั้งหนึ่ง พ่อเคยบอกกับผมว่า พ่อไม่รู้ว่าพ่อเกิดวันที่เท่าไหร่ ย่าซื้อพ่อผมมาจากข้างถนนตอนที่เขาอายุเพียงไม่กี่ขวบ ดังนั้น วันที่คนไทยทุกคนเรียกวันนี้ว่า "วันพ่อ" ผมจึงถือว่า เป็นวันเกิดของพ่อผมด้วยอีกคน เราย่อมมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทรงคุณค่า และ จดจำเรื่องดี ๆ ที่พ่อเคยมอบให้กับเรา เนื่องในวันพ่อแห่งชาติเวียนมาถึงอีกครั้ง ผมขอบันทึกเรื่องของพ่อไว้บนโลกดิจิตอล สำหรับคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ผมอยากแนะนำเวบที่พูดถึงพ่อลูกคู่หนึ่ง ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอีกนับล้านคนบนโลกใบนี้ เพื่อที่มนุษย์จะยังยึดมั่นในความรักที่พ่อมีต่อลูก Team Hoyt นักวิ่งมาราธอน ที่เขาวิ่งไปพร้อมกับความฝันของลูก --------------------------------------------- A son says to his father: 'Dad, would you be willingly to run a marathon with me?' วันนึงลูกชายได้พูดกับพ่อของเขาว่า "พ่อครับ พ่อจะไปวิ่งมาราธอนกับผมได้ไหม" The father, despite his age and a heart disease, says 'YES'. ถึงแม้ว่าตัวคุณพ่อเองจะอายุมากแล้ว แถมยังเป็นโรคหัวใจ เขาเลือกที่จะตอบลูกของเขากลับไปว่า "ได้ซิลูก" And they run that marathon, together. หลังจากนั้นทั้งสองก็วิ่งมาราธอนด้วยกัน The son asks: 'Dad, can you run another marathon with me?' Again father says 'YES'. อีกวันนึง ลูกชายได้ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า "พ่อครับ พ่อจะวิ่งมาราธอนกับผมอีกครั้งได้ไหม" แน่นอนว่า พ่อตอบกลับไปว่า "ได้ซิลูก" They run another marathon, together. เขาทั้งสองก็ได้วิ่งมาราธอนรายการอื่นอีกครั้งด้วยกัน One day the son asks his father: 'Dad, would please do the Iron Man with me?' และอีกวันนึง ลูกชายก็ถามพ่อของเขาอีกครั้งว่า "พ่อครับพ่อจะลงแข่ง Iron Man กับผมได้ไหม" Now just in case you wouldn't know, 'The Iron Man' is the toughest triatlon in existance; 4km swimming, then 180 km by bike, and finaly another 42 km running, in one stroke. (สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Iron Man คืออะไร มันก็คือไตรกีฬานั่นเองในภาษาไทย รายการนี้จะรวมมนุษย์เหล็กจากทั่วโลกมาแข่งขันกันโดยแบ่งออกเป็น ว่ายน้ำ 4 กิโล ปั่นจักรยาน 180 กิโล และ วิ่ง 42 กิโล โดยไม่มีการหยุดพัก ใครเข้าเส้นชัยก่อนเป็นผู้ชนะ) Again father says 'YES' และก็อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เป็นพ่อไม่ได้ตอบปฏิเสธ "ได้ซิลูก" Maybe this doesn't 'touch' you yet by heart ... until you see this movie (put on sound!): บางทีบทสนทนานี้คุณอาจจะยังไม่เข้าใจ และยังไม่เกิดความประทับใจกับมัน...จนกระทั่งคุณได้ดูคลิปต่อไปนี้ (เปิดเสียงด้วยนะ ถ้าใครเนทช้าก็กด Pause ไว่ก่อนรอโหลดเสร็จแล้วค่อยดู) http://www.youtube.com/watch?v=VJMbk9dtpdY ![]() --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คุณพ่อชื่อ Dick Hoyt เป็นอดีตทหารอากาศของกองทัพสหรัฐ คุณลูกชื่อ Rick Hoyt เป็นบุคคลผู้ด้อยสมรรถภาพ ผู้ซึ่งไม่สามารถพูดและขยับตัวได้มากนัก แต่เข้าใจภาษาเหมือนคนปกติ (ภายหลังมีคนทำเครื่องมือพิเศษให้สำหรับพิมพ์สื่อสารโดยเฉพาะ) ทั้งสองคนร่วมกันก่อตั้ง Team Hoyt ขึ้นมาครับ จุดประสงค์ก็เพื่อ รณรงค์ให้บุคคลทั่วไปได้เห็นถึงศักยภาพของผู้ด้อยสมรรถภาพ ที่ยังทำอะไรเพื่อสังคมได้ ทั้งสองนั้นเป็นตัวแทนของผู้พิการทั่วโลกที่ต้องการให้สังคมยอมรับ และตระหนักถึงการให้โอกาสพวกเขาเหล่านั้น ข้างล่างนี้คือรายละเอียดที่เราสามารถติดต่อบริจาคเงิน หรือ เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์สองพ่อลูกได้ครับ The Hoyt Foundation Inc. Mail: Team Hoyt 241 Mashapaug Road Holland MA 01521 Fax: (413) 245-9554 Email: teamhoyt@cox.net Web: http://www.teamhoyt.com/ ทั้งสองคนตระเวนแข่งวิ่งมาราธอน รวมถึงไตรกีฬาทั่วอเมริกามากว่า 20 ปีแล้ว รวมรายการทั้งสิ้นถึง 984 รายการด้วยกัน งานนี้ต้องชมทั้งคุณพ่อ คุณลูกล่ะครับ อึดจริงๆ ต่างคนต่างก็เป็นกำลังใจให้กันและกัน เพราะฉะนั้นตอนนี้ใครที่ท้อกับชีวิต ลองทบทวนดูอีกทีนะครับ ว่าเรามีความพยายามได้ถึงครึ่งนึงของสองพ่อลูกคู่นี้ไหม ว่ายน้ำทางไกลสมัยคุณลูกยังเด็ก และคุณพ่อยังหนุ่ม สื่อต่างประเทศหลายสำนักประโคมข่าวไปทั่วโลก รูปปัจจุบันคุณพ่อ 65 ปีแล้ว ยังฟิตพาคุณลูกปั่นจักรยานตามหาฝัน และตอนนี้สองพ่อลูกดังสุดกู่แล้วครับในอเมริกา ได้รับเชิญไปโชว์ตัวและบรรยายประสบการณ์ชีวิตตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย และได้ให้สัมภาษณ์รายการ Today Morning ของ NBC ด้วย เป็นรายการคล้ายๆเรื่องเล่าเช้านี้ของไทย คลิ๊กเลย http://www.youtube.com/watch?v=flRvsO8m_KI...feature=related ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ประโยคซึ้งตรึงใจจากพ่อลูกคู่นี้ครับ "สิ่งเดียวที่เป็นความแตกต่างระหว่างเนินดินกับภูเขา นั่นก็คือบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าทัศนคติ" Dick Hoyt I CAN do all things through Him who strengthens me "ผมสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ผ่านเขา บุคคลที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น" Rick Hoyt กล่าวถึงคุณพ่อ สงครามและสันติภาพ"สงครามเกิดจากความล้มเหลวในการสื่อสาร"
ผมจำไม่ได้ว่า ใครเป็นคนพูดประโยคนี้ แต่ผมเห็นว่า มันสะท้อนถึง ความไม่สมเหตุสมผลของสงคราม มันต้องเป็นความผิดพลาดอะไรบางอย่างที่มนุษย์สองกลุ่มไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเข้าใจ วันก่อนผมนั่งประชุมติดกับพี่นักกฎหมายท่านหนึ่ง เราพูดคุยกันเรื่องมาตราการจัดการกับพันธมิตรที่ยึดสนามบิน พี่เขาเชื่อว่า พันธมิตรเป็นพวกสุดโต่ง และ เป็นอันตพาล ต้องใช้มาตราการทางกฎหมายอย่างเข็มงวดเพื่อจัดการขับไล่กลุ่มคนกลุ่มนี้ออกจากสนามบิน โดยพี่เขายกตัวอย่างฮิตเลอร์ ที่บุกโปรแลนด์ และอังกฤษและหลายประเทศไม่ยอมทำสงครามกับเยอรมัน จนทำให้เยอรมันได้ใจและเติบโต สร้างความปั่นป่วนไปทั้งยุโรป และสุดท้ายก็ต้องทำสงครามรบกัน เพื่อหยุดฮิตเลอร์ ดังนั้นพี่เขาไม่เชื่อว่า มาตราการในลักษณะสันติวิธี หรือ ใช้กระบวนการทางการเมืองจะจัดการกับพันธมิตรได้ นับแต่ พธม ประกาศหยุดการชุมนุม ผมรู้สึกโลกมันเปลี่ยน ผมมีความสุขมากขึ้น ผ่อนคลาย รู้สึกได้เลยว่า รอยยิ้มผมเปื้อนใบหน้ามากขึ้นกว่าที่ผ่านมา แม้จะรู้ว่า พธม เพียงหยุดพักระยะ และ จะเกิดพายุขึ้นใหม่อีกครั้ง การที่ พธม ประกาศหยุดชุมนุม อาจตีความด้วยเหตุผลได้หลายเหตุผล ทั้งในทางแจ้งและในทางลับ แต่สำหรับผมแล้ว ทำให้เห็นว่า พธม ก็ไม่ได้สุดโต่งแบบฆ่าตัวตาย เขายังมีสัญชาติญาณในการมีชีวิตรอด และสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่พวกเขาทำกับคนในประเทศนี้ แม้ปากจะบอกไม่ยอมรับผลของการกระทำ หรือ เบี่ยงไปว่า การกระทำดังกล่าวอย่างการปิดสนามบินนั้น เป็นการกระทำของการท่าอากาศยานไม่ใช่ของ พธม และ ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เทียบไม่ได้กับการมีรัฐบาลสมชาย หรือ ปล่อยให้ทักษิณกลับมาประเทศอีกครั้ง ชุดอธิบายของ พธม เด็กที่ไหนก็รู้ว่า มันไม่จริงอย่างที่เขาพูด แต่นี่คือกลไกในการปกป้องตนเองจากการถูกประนามของคนทั้งชาติ หรือแม้แต่ตนเอง ผมเชื่อว่า พวกเขารู้ว่า การกระทำของพวกเขา มันทารุณและทำร้ายประเทศชาติมากน้อยเพียงใด นี่เป็นช่วงเวลาที่คนทั้งชาติ ร่วมกันผ่าพันสถานการณ์ที่กดดัน เจ็บปวดที่สุดอีกครั้งหนึ่ง บนความสูญเสียด้านเศรษฐกิจ ผมยังมองเห็นคุณค่าของความพยายามที่จะไม่ให้มีเลือดหยดลงสู่แผ่นดินนี้ จากคนหลาย ๆ ฝ่าย และแม้ว่า ความพยายามเหล่านั้น จะถูกตีความว่าเป็นการอ่อนข้อ การให้ท้าย หรือ ความอ่อนแอ ก็ตามที ถึงวันนี้ ผมคิดว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่ดีกว่า จนเทียบไม่ได้ หากมีการเข้าสลายการชุมนุม พธม วันนี้รายงานข่าวได้แสดงให้ปรากฎแล้วว่า อาวุธต่าง ๆ ที่เตรียมใช้ในการต่อสู้ เอาเฉพาะที่ตกเหลืออยู่ในสถานที่ชุมนม ไม่รวมที่ขนกลับไป มันน่าตกใจขนาดไหน ระเบิดปิงปองหลายสิบลูก ระเบิดเพลิง ไม้ เหล็ก และที่ไม่เคยปรากฎเลย คือ น้ำกรดแบบเข้มข้นพร้อมกระบอกฉีดที่สามารถสลายหน่วยคอมมาโดที่จะเข้าไปปะทะได้เลย ผมจินตนาการถึงภาพของการตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุม ที่เต็มไปด้วย การตอบโต้อย่างเต็มพิกัด และ ความไม่พร้อมของตำรวจที่มีกำลังไม่เพียงพอในการปฏิบัติการ เพราะไม่มีกำลังทหารในการสนับสนุน รวมถึงความรู้สึกของตำรวจที่มีต่อผู้ชุมนุม พธม ที่เป็นคู่กรณีกันมาระยะหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ ทำให้คิดได้ว่า ความรุนแรงมันจะมากมายขนาดไหน สองวันนี้ เหมือนคนในประเทศได้หยุดทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งความเสียหาย และ ความรู้สึกของวันก่อน ๆ รวมถึงที่มาที่ไป ของปัญหาทั้งหลาย บางคนเริ่มตั้งคำถามกับอนาคต ชีวิตของตนเอง ครอบครัว และ ประเทศชาติ ซึ่งกำลังรุมเร้าด้วยวิกฤติเศรษฐกิจและยังมีปัญหาการเมืองภายในคอยคลุกกรุ่น ผมดูข่าวเรื่องชายเสื้อขาวที่ถูกการ์ด พธม ซ้อม แล้วจับแก้ผ้า มีดฟัน แล้วยิงที่ไหล่ ปางตาย เพียงเพราะเขาสติไม่ค่อยเต็ม หรือ ข่าวที่สำนักสันติอโศกที่เชียงรายถูกเผา บาดแผลเหล่านี้ จะใช้เวลาเท่าไหร่ในการเยียวยา และถ้าการฆ่ากันเกิดขึ้นกันทั้งแผ่นดินเป็นสงครามกลางเมือง เราจะยังคงอยู่ร่วมกันในชาติได้กันอยู่อีกหรือไม่ และต้องใช้เวลาเท่าไหร่สมานแผลที่แสนจะเจ็บปวดนั้น ก่อนพระอาทิตย์ลาจากไปของวันนี้ ผมได้รับเมล์จากใครคนหนึ่ง ส่ง Clip เพลง Happy Xmas (War Is Over) - John Lennon อยากให้คนที่อ่านข้อความนี้ เปิดฟังด้วย http://www.youtube.com/watch?v=s8jw-ifqwkM&feature=related Happy Xmas (War Is Over) - John Lennonเสื้อขาววันที่ 4 ที่ผมใส่เสื้อขาว แม้วันนี้เสื้อจะไม่ขาวนัก เพราะเสื้อขาวหมดตู้ เลยหยิบเสื้อฟ้า ๆ ขาว ๆ มาใส่แทน น้องที่ทำงานจับได้ว่า ไม่ได้ใส่ขาว เลยแซวว่า ไม่ใส่ขาวแล้วเหรอ จึงสารภาพไปว่า ซักไม่ทัน ![]() เมื่อวานนี้ผมไปที่หอศิลป์กรุงเทพ ตรงข้ามมาบุญครอง ไปร่วมกิจกรรมของกลุ่ม NGOs ในนามกลุ่มไม่เอาสงครามกลางเมือง เพราะได้เมล์จาก อ.จอน อึ้งภากรณ์ บอกว่า แนวทางของกลุ่มนี้กับที่ผมเสนอนั้นมันคล้ายกันมาก น่าจะร่วมมือกัน เมื่อไปถึงที่ ผมก็พบว่า น่าจะครึ่งหนึ่งของคนที่นั่นผมรู้จักหรือเขารู้จักผม มีการทักทายกันพอสมควรแก่เหตุ ผมเชื่อว่าหลายคนแปลกใจว่า ไอ้เสือแดงคนนี้มันโผล่มานี่ได้อย่างไร เอากันถึงที่สุด เพื่อน ๆ พี่ ๆ พวกนี้ ผมรู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้ว บางคนสู้กันมาสมัย พค 35 แต่พี่ ๆ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่ ไปร่วมกับพันธมิตรในช่วงต้น ๆ ของการเกิด พธม แต่เมื่อรัฐประหาร คนกลุ่มนี้แยกตัวเองออกจาก พธม จนถึงปัจจุบันนี้ ธรรมชาติของ NGOs คือ เรามักจะมีความหวาดระแวงกับฝ่ายการเมือง และถ้าจะต้องเลือก เรายืนเลือกอยู่กับประชาชน นี่คงเป็นครั้งแรก ๆ ที่ NGOs รู้สึกหวาดระแวงกับภาคประชาชนอย่างพันธมิตร แต่ให้กลับไปยืนสนับสนุนฝ่ายสีแดง คงจะรับไม่ไหว การที่ผมรู้จักพี่ ๆ เพื่อน ๆ หลายคนที่ไปสนับสนุนพันธมิตร ทำให้ผมได้เรียนรู้มากมาย นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมยังเห็นว่า ไม่ควรใช้ความรุนแรงกับพันธมิตร เพราะผมเชื่อว่า มวลชนของพันธมิตรนั้นบริสุทธิ์ เขามีอุดมการณ์ทางการเมืองในแบบของเขา เขาเชื่ออย่างไม่สงสัยว่า สิ่งที่เขาเชื่อนั่น เป็นสิ่งที่ดีกับสังคมไทย แต่นั่นแหละ ผมไม่เห็นด้วย ในระดับที่เรียกว่า โครตไม่เห็นด้วย ผมรู้สึกเขิน ๆ อยู่ไม่น้อยที่จะต้องเดินเข้าไปร่วมกลุ่มกับพวกที่เรียกว่า เสื้อขาว กลุ่มนี้ ผมรู้ได้ด้วยสามัญสำนึกว่า ระหว่างขาวแดง กับ ขาวเหลือง มันยังคงขัดกันอยู่ทีเดียว บางคนตาเขม่นใส่ผม อาจเป็นเพราะนึกถึงวันที่ผมออกทีวีกับพี่สาลี อ่องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค ที่โต้กันผ่าน TV ในช่อง TPBS วันก่อน ผมไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่คนดูหลายคนบอกว่า ผมโต้ดุเดือดมาก ซึ่งความเป็นจริงแล้ว คนภายนอกคงไม่ทราบว่า ผมกับพี่สาลี รู้จักกันมาสิบกว่าปีแล้ว ผมเป็นรุ่นน้องที่เรียกว่าเป็นเด็กวิ่งไปวิ่งมา เวลาพี่ ๆ ให้ช่วยทำโน้นทำนี่ เมื่อวานนี้ผมเจอพี่เขาที่งาน ก็ยังพูดคุยกันปกติ ผมเห็นว่าวัฒนธรรมด้านการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันใน NGOs เป็นเสน่ห์แบบหนึ่ง เรียกว่าเรามีวัฒนธรรมถกเถียงกันพอสมควร อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติการเมืองเที่ยวนี้ จะมีผม กับ ครูประทีป เท่านั้น ที่เป็น NGOs กระโดดออกมาใส่เสื้อสีแดง ผมเคยคุยเรื่องผลกระทบที่พวกเราใส่เสื้อแดงโดนสมัยต้าน คมช เรียกว่าเอาเรื่องทีเดียว โดยเฉพาะ ครูประทีป เล่นกันจนกรรมการมูลนิธิลาออก ส่วนผมโดนอดีต อาสาสมัครเมล์มาด่า ตำหนิหลายคน ก็ได้แต่ให้อภัย เพราะผมเข้าใจภาวะแรงกดดันทางการเมืองย่อมเป็นเช่นนี้ วันก่อนผมโทรไปหาอดีต สว เตือนใจ ดีเทศน์ เพราะได้ข่าวว่า แกกังวลเรื่องกลุ่มเสื้อแดงที่เชียงราย เตรียมเคลื่อนไหวถล่มบ้านพักและสำนักงานแกอีก ในฐานะคนเสื้อแดงที่คุ้นเคยกับเสื้อแดงเชียงราย เลยโทรเช็คข้อเท็จจริงว่ามันเกิดข่าวอะไรขึ้น หลังจากนั้นก็พยายามเคลียร์ทุกฝ่ายให้ลดความหวาดระแวงลง แทบไม่น่าเชื่อว่า คู่กรณีนั้น เป็นคนรู้จักกันมาก่อน แถมก็เคยเคารพนับถือกันไม่น้อย การเมืองทำให้พี่น้องแตกแยกกัน หวาดระแวงถึงกับคิดว่าจะมีการทำร้ายกัน ระหว่างที่ผมพูดสายกับ อดีต สว เตือนใจ มีเสียงหลุดมาจากคนข้าง ๆ โทรศัพท์ว่า "หนูหริ่งมันพวก นปก นี่หว่า" ความคิดผมวิ่งแล่นขึ้นทันที "เหลือง" ผมพยายามระมัดระวังเวลาไปประชุมในหมู่ NGOs หรือพวกที่มีหมออยู่เยอะ ๆ เพื่อไม่ให้กระทบกระทั่งกัน แต่ผมก็พบว่า สิ่งแวดล้อมที่ผมเคยเติบโตมานั้น ทำผมอึดอัดมาก จนผมค่อย ๆ ถอยออกจากเวทีการประชุมกับคนเหล่านี้ แต่เมื่อน้องที่ office ผมไปพบปะกับคนเหล่านี้ ก็มีลูกเหน็บกลับมาเล็ก ๆ มาฝากให้ขำ ๆ ทุกทีไป ผมไม่รู้ว่า สีขาว จริง ๆ มันแปลว่าอะไร คนที่เห็นครั้งแรก ๆ ที่ใช้สีขาว ก็คือ ปริญญา ส่วนเด็กที่ออกมาข้าง ๆ ปริญญา ใส่เสื้อขาว ก็คือ ลูกชายของ คุณมาลีรัตน์ แก้วก่า ซึ่งต่อมาเป็น Young PAD (จริง ๆ ผมชอบเด็กคนนี้มาก แม้ว่าจะอยู่ PAD ก็ตาม) พวกเสื้อแดง ไม่มียอมเชื่อว่าใครคือ สีขาว แม้แต่ อ.ปริญญา ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ผมใส่เสื้อขาวมาได้ไม่กี่วัน คนจะรู้สึกว่า โดนพวกสีแดงบุกงานสีขาว ผมคิดว่าเขาตกใจมากกว่าดีใจที่เห็นผม ฮ่า ๆ เรื่องที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับเสื้อขาวคือ พี่คนหนึ่งที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ นปก ซึ่งนักวิเคราะห์สถานการณ์การสู้รบอย่างดุเดือนแต่ไหนแต่ไร เพราะเพื่อนแกตายคาอ้อมแขนในเหตุการณ์ 6 ตค โทรมาบอกผมว่า แกได้ข่าวว่าผมถอดเสื้อแดง ใส่เสื้อขาว และแกก็ใส่เสื้อขาวแล้วตอนนี้ ข้อเสนอที่แทบไม่น่าเชื่อหูจากคนที่ผมคิดว่า สุดขั้วคนหนึ่ง พี่เล็กเสนอว่า ต้องนิรโทษกรรมทุกฝ่าย แกมองว่า สถานการณ์นี้ต้องใช้วิธีเดียวกันกับ ประกาศ 66/23 เพราะบ้านเมืองตอนนี้ตกอยู่ในสภาพที่ก้าวเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ถ้าไม่ปลดปล่อยพลังความขัดแย้งนี้ให้สลายไป เรากำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่มีความคุ้มค่า ผมตอบกลับไปว่า ผมยังไม่ได้ทบทวนเรื่องข้อเสนอนี้ แต่เบื้องต้น ผมยังรุ้สึกใครทำผิดกฎหมายควรถูกดำเนินคดีไปตามนั้น นี่อาจเป็นอีกเรือ่งหนึ่งที่สังคม หรือ พวกสีขาว ทั้งหลายอาจจะต้องคิดพิจารณากันให้หนัก ว่า สีขาว ที่นำไปสู่สันติภาพนั้น ต้องแลกกับอะไรบ้าง เช่น การลืมความเจ็บปวดบางอย่าง ตำรวจเชิญไปคุยแน่นอนว่า วันนี้ต้องตื่นอย่างมีกำลังวังชาหน่อย เพราะว่าเช้านี้จะต้องเดินเข้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อไปประชุม เพราะเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากเมื่อสักเดือนกว่า ๆ มีการประชุม Webmaster หลายแห่งกับทางตำรวจและกระทรวง ICT รอบนี้ถึงคิวตำรวจเป็นเจ้าภาพ เพื่อขอความร่วมมือในการดูแลเวบอันเนื่องมาจากสถานการณ์บนอินเทอร์เน็ตมีการกล่าวพาดพิงถึงสถาบันสูงสุด จนตำรวจต้องเรียก Webmaster หลายแห่งมาเพื่อแสวงหาวิธีการป้องกันและจัดการปัญหา สำหรับตัวแทนเวบ มี ประชาไท เสรีชน nocoup.org และ เสรีไทย เวบบอร์ด เสียดายว่า รอบนี้ทาง Pantip กับ ฟ้าเดียวกันไม่ได้มาด้วย วันนี้ต้องถือว่าเนื้อหาเข็มข้นทีเดียว เพราะมีตำรวจเป็นเจ้าภาพ และมีผู้การสันติบาลมาเป็นประธานในที่ประชุม พร้อม ๆ กับตำรวจอีกเกือบยี่สิบคน ที่สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง การประชุมเริ่มโดยที่ฝ่ายผู้ประกอบการเวบ ได้ทำการอธิบายภาพของสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ตให้เห็นภาพก่อน โดยทางคุณจีรนุชจากประชาไท ช่วยฉายภาพที่เป็นรูปธรรม โดยชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวในเน็ต มีความสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรง และเวบประชาไท โดยฝ่ายการเมือง( พธม) กล่าวหาว่าเป็นเวบหมิ่น ซึ่งทางประชาไท ได้ออกแบบโปรแกรมและวางกำลังคนสำหรับการดูแลเวบอย่างเต็มที่แล้ว ปัญหาคือ ความคลุมเคลือของการตีความที่บางครั้งรู้สึกว่า มันจะผิดกฎหมายหรือไม่ รวมถึงน่าแปลกใจว่า แม้ระบบเวบบอร์ดจะมีระบบให้แจ้งลบข้อความ แต่ก็พบว่าคนที่ตำหนิประชาไทว่ามีข้อความหมิ่น กลับไม่แจ้งให้ลบข้อความ จากนั้นผมก็ต่อประเด็น เรื่องการตีความทางกฎหมาย ในจุดที่หมิ่นเหม่ คือ อันไหนชัด ๆ คงไม่ใช่ปัญหา แต่อะไรที่หมิ่นเหม่นั้น จะใช้หลักกฎหมายหรือใช้วิจารณญาณของผู้ดูแลเวบ อีกทั้งการเข็มงวดจนเกินไป อาจทำให้เวบในลักษณะหมิ่นเฉพาะเลย ไปมุดตัวอยู่ใต้ดิน ทีนี้จะก่อปัญหาให้มาก อีกทั้งยังมีปัญหาเรือง Proxy ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถติดตามผู้กระทำความผิดได้ สิ่งที่ผมและบางท่านได้นำเสนอในมิติที่แตกต่างไปจากที่คุย ๆ กันคือ การอ้างสถานบันเพื่อทำลายคนอื่น เพราะวิธีการเขียน อ้างเช่นนี้ ส่งผลกระทบและอาจเสื่อมเสียถึงสถาบัน ดังนั้น การกระทำดังกล่าวน่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน จริง ๆ ที่พูดเรื่องนี้ เพราะเห็นผู้แทนจากเวบเสรีไทย เวบบอร์ดนั่งอยู่ด้วย จะได้กลับไปคิดว่า มีข้อความแบบนี้มากน้อยเพียงใด รวมถึงพวกเวบผู้จัดการ ที่ผมเห็นข้อความแบบนี้เยอะมาก ทำไมไม่เรียกมาคุยว่า มันอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน โดยรวมแล้ว บรรยากาศการพูดคุยแลกเปลี่ยนเป็นไปด้วยดี เชื่อว่าทุกฝ่ายพยายามหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุด ข้อมูลที่น่าสนใจที่หลุดมาจากปากของ ผู้การสันติบาลคือ การดำเนินการในทางลับกับพวกที่อ้างสถาบันในการกล่าวร้ายคนอื่น น้านนนนนนน มีใครสะดุ้งบ้างมั๊ยเนี่ย แต่คดีในลักษณะนี้มีกระบวนการขั้นตอนค่อนข้างละเอียด และที่สำคัญมีผู้ใหญ่ ซึ่งผู้การบอกได้เพียงว่า ท่านไม่อยากให้เรื่องพวกนี้เป็นข่าว คือ ไม่อยากเอาเรื่อง ซึ่งผมคิดว่า สอดคล้องกับกรณีคดีพระยาพิชัย และ ทอนจัน ที่ผมเคยนำมาเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้หลายเดือนแล้ว ข้อสรุปคือ จะมีการจัดประชุมครั้งหน้า ที่มีลักษณะลงลึกไปที่ข้อกฎหมาย และจะมีการเชิญผู้ดูแลเวบและอาจจะรวมถึง User บางคนที่สนใจ ใครสนใจอยากร่วม Workshop ครั้งหน้า ก็บอกด้วยแล้วกัน จะบอกให้ตำรวจจัดห้องประชุมไว้ใหญ่หน่อย โดยรวมแล้ว การเจรจาพูดคุยกันบนโต๊ะประชุมแบบนี้ ดีกว่าไปเจอกันที่โรงพัก เป็นกระบวนการที่ผมคิดว่าก้าวหน้า ไม่ใช่พวกอำนาจนิยม ใช้กฎหมายมาข่มขู่ประชาชน แต่เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของสังคม ขอขอบคุณทางหน่วยที่ดูแลเรื่องการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ประสานจนเกิดเวทีนี้ขึ้น และผมเชื่อว่า ตำรวจในทีมงานนี้ มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและข้อจำกัดของเทคโนโลยีเป็นอย่างดียิ่ง พระจันทร์ยิ้มวันนี้ตื่นเหมือนหลายวันที่ผ่านมา ไม่ค่อยอยากตื่น สมองมันรู้สึกไม่อยากรับรู้อะไรในวันนี้ ผมยอมรับว่ามีอาการซึมเศร้าต่อเนื่องมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว รุ้สึกชีวิตมันมัว ๆ ไม่ค่อยสดใส พลังชีวิตมันเหลืออยู่น้อยเต็มทน แต่ก็ต้องฝืนไปทำอะไรให้มันมีประโยชน์ขึ้นอีกวัน
07 ottobre สิ่งที่ขาดหายไปในวันนี้เมื่อคืน ผมรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะมันตรงกับวันที่ 6 ตค ภาพเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตค ติดตาผมตั้งแต่ผมยังเด็ก มีการถ่ายทอดสดการฆ่ากันที่ธรรมศาสตร์ เหตุการณ์ใช้ความรุนแรงในครั้งนั้น และด้วยความเป็นเด็ก ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่า คนฆ่ากัน ฝ่ายหนึ่งเศร้าโศก อีกฝ่ายสะใจ เช้าวันนี้ความรู้สึกผมตีกัน ระหว่างเหตุการณ์ปี 35 กับ 6 ตค รู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก มันจุกไปตลอดทั้งวัน เพราะไม่เข้าใจว่า พธม ทำไมถึงยกระดับการเผชิญหน้าแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในระดับแกนนำ ล้วนแต่เคยผ่านเหตุการณ์การสูญเสียมาแล้วทั้งสิ้น ในขณะที่รัฐบาลก็ได้ดำเนินการจนเหตุการณ์พัฒนามาถึงมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต สิ่งที่ผมรู้สึกได้ตลอดทั้งวันคือ ความเป็นมนุษย์ของคนเรามันน้อยลง ความรุนแรงพัฒนาเป็นลูกคู่กับความเกลียดชัง และการเผชิญหน้า สงครามที่เกิดขึ้นจากความล้มเหลวของการสื่อสาร ที่มนุษย์ผู้มีปัญญาเคยพัฒนาการสื่อสารเรื่องที่สลับซับซ้อนที่เข้าใจยากให้เข้าใจกันได้ เพราะเรายังมีพื้นที่ในการเรียนรู้ และรับฟัง ความเกลียดชัง ทำให้ช่องทางในการรับรู้ถูกปิด หันเอาด้านมืดของกันและกันออกมาแยกเขี้ยวใส่กัน สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ เขาย่อมรู้สึกร่วมอย่างถึงที่สุดในฝายของตนเอง ไม่ว่าจะ พธม หรือ ฝ่าย จนท ตำรวจ ภาพความรุนแรงที่ทั้งสองฝ่ายโยนเข้าใส่กัน แล้วไงครับ เบี้ยบนกระดาน ต่างก็เจ็บตัว บ้างก็ตาย พวกที่เดินหมากอยู่เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด และ ความไร้สาระนี้มั๊ย ? แต่สำหรับคนที่อยู่หน้าจอ ควรมีสติให้มาก ไม่ควรดีใจต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะกับฝ่ายใด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกฝ่ายควรร่วมกันรับผิดชอบ ต้องเร่งรีบที่จะลดดีกรีความรุนแรงลง แล้วจึงค่อยเข้าสู่กระบวนการเจรจา หากจะมีความผิดพลาดขึ้น ทุกฝ่ายควรรับผิดชอบไปตามกฎหมาย แกนนำพันธมิตร ควรมอบตัว และยุติการชุมนุม รัฐบาลควรยุบสภา ตำรวจ และ พธม ที่ใช้ความรุนแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของมหาชน พรรคการเมืองต้องประกาศนโยบายให้ชัดว่า จะแก้ หรือ ไม่แก้ รธน ในมาตราใด ประเทศชาติต้องกลับมาสงบอีกครั้ง ประชาชนต้องเอาเรื่องนี้มาเป็นบทเรียน และใช้เวลาเยี่ยวยาความบาดแผล สิ่งที่หายไปวันนี้คือ สติปัญญาที่มนุษย์มีเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น 06 ottobre Thebangkok.comไปค้นเจอในเน็ต เป็นบทสัมภาษณ์เก่า เลยเอามาเก็บไว้ในนี้ ที่มา http://www.mrsupachai.com/2002/thebangkok.html Q: ผมเคยรู้จักคุณบก มานาน ก็เลยอยากเริ่มจาก บก ทำไมต้องลายจุดด้วยครับ? Action: ผมก็เลยเปิดอ่านดูแล้วพบดังนี้คือ Q: ผมก็เลยถามต่อไปว่าแต่ก่อนทำงานอยู่องค์กรพัฒนาเอกชน แล้วทำไมต้องทำเวบครับ? Q:แล้วก่อนทำกับหลังทำแล้วได้ประโยชน์อะไรต่างกันไหม รวมถึงชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหนครับ? ส่วนชีวิตผม มาอยุ่หน้าจอมากขั้น รู้จักเพื่อนมากมาย โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ที่มีพื้นฐานทางความคิด และวัฒนธรรมที่ต่างจากผมมากมาย Q:จากประสบการณ์อันยาวนานของท่านพบว่าอะไรเป็นอุปสรรคที่สุดในการทำเวบ? Q:ไม่เข้าใจครับขอ รายละเอียดเพิ่มหน่อยว่า ทำไมเวลาและการทุ่มเทเป็นอุปสรรคครับ? ส่วนการทุ่มเทคือ การพัฒนาเวป ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ และ ทุ่มเทมาก ผมมันมนุษย์ขี้เกียจน่ะครับ Q:ลืมถามไปว่าทำไมเปลี่ยนชื่อเป็น ebannok.com และเคยทำเวบมากี่เวบแล้ว แต่ละเวบทำกี่คน ใครทำอะไรบ้าง? ต่อมา ย้ายมาอยู่เชียงราย เห็นชื่อไม่สื่อ เลยเปลี่ยนเป็น www.ebannok.com ต่อมา มีคนต่อว่าเยอะ ว่าชื่อไม่สุภาพ ประจวบกับไปค้นชื่ออีกที เขายกเลือกชื่อนี้แล้ว Q:คิดว่าถ้าให้เลือกได้จะให้รัฐบาลไทยทำอะไรเพื่อสนับสนุนประเทศไทยครับ? Q:คิดว่าถ้ามีคนมาปรึกษาอยากทำเวบจะแนะนำให้ทำอะไรบ้าง หรือให้ทำเวบประเภทอะไรครับ? เพราะนั่นเป็นพื้นฐานของคนทำเวป ควรจะตอบคำถามตัวเองให้ได้ก่อน Q:ได้ข่าวว่าเปิดเวบไหมขายของเองเป็นอย่างไรครับ และช่วยเล่าจุดเด่นของแต่ละเวบที่มีให้ด้วย รวมถึง ทำกันกี่คน ใครทำอะไรบ้าง (ถามครั้งที่สอง ย้ำ)? คนทำงาน 3 คน ผมดูและเวปหลัก www.bannok.com Q:ว่าแต่มีอะไรจะฝากไหมครับ? Q:สุดท้ายคือขอเบอร์ที่จะติดต่อ หรืออีเมล์ ถ้าให้ได้ครับ? 13 luglio มาตราฐานศาลรัฐธรรมนูญ.....ศาล...อาจจะรัฐธรรมนูญเขียนว่า หากสนธิสัญญานั้นทำให้เกิดเสียดินแดน ต้องเอามาผ่านสภาก่อน แต่เอกสารที่นพดลทำ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า อาจจะเสียดินแดน เลยบอกว่าขัดต่อ รธน มาตรา 190 ศาลรัฐธรรมนูญไม่กล้าที่จะบอกว่า "เสียดินแดน" เหมือนกับ พันธมิตร พูด แต่อยากให้ขัดกับ รธน เลย บัญญัติคำขึ้นมาใหม่ "อาจจะ" ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในมาตรา 190 ถ้าตำรวจจับผม แล้วเอาไปขึ้นศาล บอกว่า ผมอาจจะฆ่าคนตาย ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหลักฐานว่า ผมฆ่าคนตาย ศาลตัดสินเพราะคิดว่า "อาจจะ" สิ่งนี้ทำไม่ได้ ก็ในเมื่อศาลยอมรับว่า การกระทำดังกล่าวของนพดล ไม่ใช่การทำให้เสียดินแดน แบบสรุปชัด ๆ ไม่ได้ แล้วเลือกที่จะใช้คำว่า "อาจจะทำให้เสียดินแดน" ศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัยว่า การกระทำของนพดล อาจจะขัดต่อ รธน 190 เล่า ต่อข้อถกเถียงว่า หากการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการเสียดินแดนในภายหลัง สัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลทางสนธิสัญญา เพราะเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้ผ่านสภา ประไทศสามารถอ้างสิ่งนั้นได้ เมื่อเกิดการโต้แย้งขึ้นในศาลโลก แต่ถ้าการกระทำของนพดล ไม่ทำให้เสียดินแดน แต่ศาล รธน สรุปว่า ขัดต่อมาตรา 190 สิ่งที่ศาลตัดสินจึงไม่ถูกต้อง เพราะ รธน ระบุว่าต้องทำให้เกิดความเสียหาย แล้วนี่คุณพี่รสนาของกระผม ยังเดินเรื่องทางอาญากับนพดล เพื่อจะเอาไปตัดหัว อ้างโทษประหารชีวิต ทำให้เสียดินแดน ผมว่าบ้ากันไปใหญ่แล้ว ตอนไอ้พวก คมช มันยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นหัวใครมันที่มันประกาศรักชาติยิ่งชีพตอนนี้ มันออกไปกุดหัว คมช เลย โทษประหารเหมือนกัน 10 luglio อัญชลี ไพลีรันต์ กับวุฒิภาวะ ในงานรับปริญญาลูกสาวทักษิณผมเห็นอัญชลีบนเวทีพันธมิตร พูดถึงศรรามก็ได้สะท้อนวัฒนธรรมที่บ่มเพาะตัวเธอมาตั้งแต่เด็กจนโต เล่นถึงพ่อ แม่ เขา 29 giugno พันธมิตร กับแผนยั่วทหารให้ปฏิวัติก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กย คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ซึ่งรวมถึงผู้ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ แทบไม่เชื่อว่า การรัฐประหารจะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้อีก แม้จะมีการตั้งข้อสังเกตบางประกาศในการเคลื่อนไหวในครั้งนั้น ที่มีการยื่นหนังสือถึงพลเอกเปรม และ พลเอกสนธิ ของแกนนำพันธมิตร ในครั้งนั้นการตีความอาจมองได้ว่าเป็นเพียงการลดทอนและโดดเดี่ยวรัฐบาล แต่เมื่อการรัฐประหาร 19 กย เกิดขึ้น คนไทยจึงได้ตาสว่างและพบว่า แผนการรัฐประหารได้ถูกตระเตรียมไว้ก่อนเกือบปี ดังคำพูดของสุริยะใสที่พูดถึงพลเอกเปรมที่กุมบัญชาการอยู่ที่บ้านสี่เสา และ การให้สัมภาษณ์ของพลเอกสพรั่ง ถึงขั้นตอนการเตรียมการอยู่หลายเดือน ภายหลังการรัฐประหาร 19 กย กลุ่มพันธมิตร ที่อ้างตัวเองว่าเพื่อประชาธิปไตย ก็แบ่งทีมไปนั่งทำงานใน สนช สสร องค์กรอิสระต่าง ๆ รวมถึงเข้าไปทำงานในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็น อสมท การบินไทย คู่กับนายทหารซึ่งเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า เมื่อรัฐประหาร ต้องยึดบอร์ดรัฐวิสาหกิจไว้เป็นขุมกำลัง(ทรัพย์) การที่แกนนำพันธมิตรบางคนอย่าง สุริยใส พิภพ บอกว่าตนเองไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารนั้น เป็นสิ่งที่ยากที่ใครจะเชื่อได้ เพราะเอาเข้าจริง ๆ พวกนี้ดีใจจนเก็บอาการแทบไม่อยู่ ไม่ต้องพูดถึงคนอย่าง สนธิ หรือ จำลอง ที่มีท่าทีชัดเจนต่อการสนับสนุนการรัฐประหาร ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยเท่านั้น แต่น่าจะมีส่วนนร่วมในการวางแผนการรัฐประหารในครั้งนี้ด้วย ดังนั้น การเคลื่อนไหวของพันธมิตรภาคแรก จึงเป็นทั้งการออกบัตรเชิญให้ทหารออกมารัฐประหาร โดยมีสถานะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด และ ค้ำจุนคณะรัฐประหารจนวาระสุดท้าย เพราะได้ช่วยกันทำคลอดรัฐธรรมนูญฉบับ คมช โดยมีมาตรา 309 รับรองและนิรโทษกรรมให้แก่ตนเองและคณะรัฐประหาร ด้วยบทเรียนอันแสนเจ็บปวดในครั้งนั้น คนไทยจึงมองการเคลื่อนไหวของพันธมิตร = การรัฐประหาร และนี่คือ เหตุผลสำคัญที่เหตุใด มวลชนของพันธมิตรในครั้งที่สองนี้ จึงไม่แข็งแกร่งเหมือนในครั้งแรก เพราะพวกเขาตาสว่าง และ มองเห็นแล้วว่า แม้ระบอบประชาธิปไตย จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ก็เลวร้ายน้อยกว่าระบอบอื่น ๆ ที่เคยมีมา และ การรัฐประหารไม่ใช่การแก้ปัญหา อีกทั้งยังเป็นการซ้ำเติมประเทศชาติให้ถอยหลัง อ่อนแอ แม้นว่า การชุมนุมของพันธมิตรรอบสอง จะมีจำนวนน้อย แต่แกนนำมีความจำเป็นที่จะต้องเล่นไพ่ในเกมนี้ เนื่องจากมองแล้วว่า หากไม่เคลื่อนไหวต่อสู้ ความพ่ายแพ้ยับเยินต้องเกิดขึ้นกับตนอย่างแน่นอน เพราะแกนนำคนสำคัญอย่างสนธิลิ้ม จะต้องถูกคุมขัง และ สถานี ASTV ก็คงไปไม่รอด สัญญาลักษณ์ หรือ กลไกเชื่อมโยงและหล่อเลี้ยงความคิดของพันธมิตรจะถูกตัดขาด และ เมือ่ถึงจุดนั้น พันธมิตรก็ถึงกับหมดสภาพไปในที่สุด ดังนั้น พันธมิตรเพื่อการรัฐประหาร รอบสอง จึงเริ่มแผนอุบาทว์ ขึ้นอีกครั้ง โดยการจุดประกายไฟแห่งความขัดแย้ง เร่งเร้าด้วยประเด็นที่ร้อนแรง โดยยึดถึงสูตรสำเร็จในการทำลายล้างทางการเมืองคือ ชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ อย่างที่เคยประสบความสำเร็จแล้วในอดีต ตั้งแต่กรณี สังฆราข วัดพระแก้ว และ ขายหุ้นให้สิงคโปร์ มาครั้งนี้ พวกเขาก็นำจักรภพขึ้นเขียง แม้แต่คนอย่างนายโชติศักดิ์ยังตกเป็นเหยื่อที่จะต้องเป็นเครือ่งเซ่นในการจุดธูปเรียกรถถังออกมา แม้สองประเด็นแรกไร้น้ำหนักและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว เรื่องเขาพระวิหาร ก็ถูกจุดขึ้นมาใหม่ และ ดูเหมือนว่า จะไม่ยอมจบง่าย ๆ ซึ่งเกมนี้พันธมิตรยอมแลกกับความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองประเทศ และ อาจลุกลามใหญ่โตอย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับสถานฑูตไทยในอดีต แต่พันธมิตรก็ยอมแลกเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กระแสที่เคยจับจ้องไปที่การชุมนุมหน้าพันธมิตร ก็เปลี่ยนองศา และ ลดน้ำหนักของพันธมิตรลงไปอย่างมาก ท่ามกลางการอ่อนล้าของการสู้รบยืดเยื้อ แกนนำพันธมิตรอ่านเกมขาดแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงด้วยการชุมนุมนั้นไม่น่าเกิดขึ้นได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องอาศัยอำนาจพิเศษพิศดารที่มีอยู่ในสังคมไทยเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร ที่เหล่าแกนนำฯ จะขึ้นเวที แล้วพูดยั่วยุทหารทุกคืนว่า "หลับเถอะทหารกล้า ปวงประชาจะคุ้มภัย" ซึ่งพลังของภาษานั้น คือการเหน็บทหารที่เห็นด้วยกับพันธมิตรแต่อดทนที่จะไม่ออกมาเล่นนอกเกมอีก พันธมิตรพยายามเปลี่ยนความอดทนของทหาร เป็นการแสดงออกว่า ทหารมีศักดิ์ศรีและพร้อมที่จะทำเพื่อชาติอีกครั้ง นอกจากนั้น พันธมิตรเดินแผนดาวกระจาย ไปตามกองทัพจังหวัดต่าง ๆ ไม่จะเป็นที่โคราช และ อีกหลาย ๆ ที่ ข้อสังเกตที่มีกันมาระยะหนึ่งแล้ว คือ การเก็บตัวอย่างเงียบเชียบของ น.ต. ประสงค์ สุนศิริ และอดีตแกนนำ คมช บางคน ว่าหายไปไหน หรือซุ้มคิดการใหญ่อะไรอยู่หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่า คนระดับนี้ ย่อมถูกวางตัวเป็นแนวปิด เพื่อเตรียมแผนบางอย่างอยู่อย่างแน่นอน ชัยชนะของพันธมิตร จึงไม่ใช่จำนวนมวลชนที่มีอยู่ตอนนี้ แต่อยู่ที่การสร้างกระแสว่า รัฐบาลตกอยู่ในสถานะที่ไร้ความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และไร้ความสามารถในการบริหารประเทศ และเมื่อนั่น ทหารที่ถูกวางแผนไว้กับถูกยั่วให้ออก ก็จะเดินเข้าสู่เกม กู้ซากประเทศไทยอีกครั้ง ปล.วันก่อนผมฟัง อ.สมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ NGOs อีสาน ขึ้นเวทีร้องหาทหารเสียงหลงเลย ทุเรศจริง ๆ น้อง ๆ NGOs ฝากบอกด้วยว่า หมดราคาแล้ว 20 giugno ค้นหาความพ่ายแพ้ด้วยความเกลียดชัง
มนุษย์อาจไม่ได้ผลักดันตัวเองไปสู่ชัยชนะ แต่สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคือความพ่ายแพ้ มิใช่ค้นหาเพื่อเป็นผู้แพ้
แต่จะหยิบยื่นความพ่ายแพ้นั้นให้กับคนที่เขาเกลียดชัง
ด้วยความเกลียดชัง
สายตาของเราจึงเปลี่ยนไป
ดวงตาทั้งสองเป็นเหมือนดวงอาทิตย์ที่เผาไหม้สิ่งที่มองเห็น
หัวใจเรากลายเป็นก้อนหิน
น้ำเสียงเรากรีดร้องเครียดแค้น เราไม่ได้สนใจเรืองชัยชนะ
แท้จริงเราสนใจที่จะเห็นเขาพ่ายแพ้ แม้ว่าคนที่แพ้อาจมากกว่า 1 คนก็ตามที 13 giugno อาการเบื่อทางการเมืองกำเริบ เบื่อสมัคร เฉลิม อภิสิทธิ์ สนธิ พันธมิตร เบื่อไปหมดไม่รู้ว่าอาการหนักหรือเปล่า ผมเบื่อสมัครมาก เฉลิมก็ไม่รู้ขุดขึ้นมาได้ยังไง นักการเมืองคนนี้กำลังจะลงหลุมอยู่แล้ว ไปพร้อม ๆ กับสมัคร พอรัฐประหาร นักการเมืองส่วนหนึ่งก็หายออกไปจากระบบ ได้คนพวกนี้ขึ้นมาแทน อย่างไชยาก็อีกคน อย่างกับมาเฟีย พูดตรง ๆ หน้าตารัฐบาลชุดนี้ สามคนนี้เป็นที่สุดของความน่าเบื่อในทัศนะผม ไอ้ที่พันธมิตรอยากเปลี่ยนนายก เปลี่ยน ครม เนี่ย ลึก ๆ แล้วผมอยากให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ผมก็รังเกียจพันธมิตร โดยเฉพาะสนธิลิ้ม เชื่อว่ามันทำทุกวันนี้เพื่อหวังฟลุ๊กหลุดคดีไม่ต้องไปติดคุกในศาล และ มันลงจากหลังเสือไม่ได้ ต้องสู้กันต่อไป ไอ้ที่มันบอกว่ามันเกลียดนักการเมืองคอรัปชั่น อะไรเนี่ย ผมไม่เคยเชื่อมันเลย มันเติบโตมาจากวัฒนธรรมการเมืองแบบนี้ รู้ดีเป็นที่สุดเรื่องการตบทรัพย์ และวิธีการหาประโยชน์ในการเมืองรูปการนี้ มันรู้ว่าในทุกรัฐบาลและพรรคการเมืองทุกพรรค มันก็มีคนประเภทนี้อยู่ทั้งนั้น แต่มันล่อทักษิณก็เพราะว่า มันขับรถสิบล้าไปชนแล้วมันดันไม่ตาย เลยถอยรถวิ่งไปทับทักษิณอีกรอบ ต้องเอาให้ตาย ถ้าไม่ตาย มันต้องตาย เรื่องมันก็แค่นี้ ส่วนสุริยะใส พิภพ สมเกียจ อันนี้เขาซ้ายไร้มวลชน เลยต้องเกาะกางเกงลิ้มมัน เกาะจนเพี้ยน นี่พวกไม่เคยกลับไปฟังเพื่อน ๆ NGOs เขาพูดถึงพวกเขาตอนนี้ว่าอย่างไร แถมชอบเล่นเกมเสี่ยง ล่อรถถัง จน กป อพช ออกแถลงการณ์ ไม่เอาม๊อบล่อรถดังแล้ว และบอกด้วยว่า ถ้ารัฐประหารอีกรอบ NGOs ทั่วประเทศจะออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านรถถัง มันไม่เหมือนตอนพันธมิตรภาคแรกแล้วนะครับซ้ายไร้มวลชนทั้งหลายบนเวทีพันธมิตร วกกลับมาที่อาการเบื่อของผมอีกรอบ โครตอยากเปลี่ยนนายก มท 1 จริง ๆ แต่ไม่อยากให้พี่มาร์คเป็นนายกฯ รับไม่ได้ อยากให้เป็นฝ่ายค้านอีก 15 ปี แล้วค่อยมาว่ากัน ถ้ายังอยู่ในวงการเมือง เพราะนิสัยไม่ดีชอบเล่นทางลัด ทุกวันนี้ เปิดทีวี เห็นพันธมิตร กับ สมัคร อาการเบื่อผมก็กำเริบ เบื่อสมัคร เกลียดพันธมิตร ไม่เอามาร์ค ม.7 02 giugno ความรับผิดชอบของแกนนำมวลชนมีคำพูดที่พูดถึงการจัดการชุมนุมเสมอว่า
"ปลุกม๊อบไม่ยาก แต่ Down ม๊อบยากกว่า"
นี่เป็นเรื่องจริง เพราะการปลุกม๊อบใช้ข้อมูล เหตผล บวกกับอารมณ์ความเกลียดชังเข้าไป ม๊อบก็จะจุดติด เมื่อคนในม๊อบติดแล้ว ก็จะมุ่งมั่นเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
สภาพการดังกล่าว จึงทำให้ทุกฝ่ายซึ่งมีพวกฮาร์ดคอร์อยู่ในทีมของตนเอง มีลักษณะไม่ต่างกัน คนพวกนี้จะมีแนวคิดว่า เรื่องบนเวทีเป็นของแกนนำ แต่ถ้าเรื่องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย เป็นภาระกิจของเขา
ดังนั้นการเผชิญหน้าครั้งนี้ระหว่าง พันธมิตร กับ กลุ่มต้านพันธมิตร จึงพบว่ากลุ่มฮาร์ดคอร์ ต่างใช้จังหวะเข้าปะทะกัน มีทั้งการปาสิ่งของ การขับรถไล่ตาม และ การลอบทำร้าย ตีกันจนได้เลือด เข้าโรงพยาบาลกันหลายคน
พวกต้านพันธมิตรไม่ได้ถูกจ้างหรือสั่งให้มาทำร้ายกลุ่มพันธมิตรหรอก แต่เพราะคนกลุ่มนี้เขาเครียดแค้นกลุ่มพันธมิตรมาก และด้วยที่ยังไม่ได้ถูกยกระดับทางความคิดในการต่อสู้ทางการเมือง พวกเขาจึงตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมือง นำพาความเกลียดแค้นเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
เช่นกัน กลุ่มพันธมิตรเขาย่อมต้องปกป้องตนเองจากการถูกทำร้ายร่างกาย การพกอาวุธในรูปแบบต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น
มาถึงวันนี้ แกนนำของทั้งสองฝ่าย ต้องมีสติให้ดี พวกคุณต้องรับผิดชอบต่อมวลชนของคุณ และต้องรู้ว่าสิ่งที่เปราะบางอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความพยายามในการต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่น้อยกว่าความพยายามที่จะควบคุมผลกระทบ หรือ ผลข้างเคียงที่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น จะต้องมีไม่น้อยกว่ากัน
ส่วนใครที่ปลุกเร้าให้มวลชน จับอาวุธเข้าปะทะอีกฝ่าย เราไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นผู้นำมวลชนได้ และอาจตกอยู่ในฐานะ "อาชญากร" หากเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น 29 maggio คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่ฆ่ากันคนหนึ่งพกพาความเกลียดชัง
อีกคนเต็มแน่นด้วยความเครียดแค้น
เมื่อคนแรกตะโกนด่าทอสุดเสียงเพราะความเกลียด
อีกคนจึงกำหมัดเดินหน้าไปหา
เมื่อเขาเผชิญหน้ากัน ใจเขาคิดที่จะกระทืบอีกฝ่ายให้จมดิน
เสียงด่าทอดังจนหูไม่ทำงาน พวกเขาโกรธจนกล้ามเนื้อเกร็ง เราไม่สื่อสารกันแล้ว
เรามีปากเพื่อเป็นอาวุธทิ่มแทงอีกฝ่าย
เรามีหูเพื่อจะได้ยินเฉพาะสิ่งที่อยากได้ยิน
มือเราไม่ได้ฉุดให้อีกฝ่ายลุกขึ้น แต่มันชี้ไปที่หน้าของอีกฝ่าย
เท้าเราถูกวางไว้บนยอดอกของอีกฝ่าย
แล้วเลือดก็หยดบนแผ่นดิน
ยังไม่มีใครหยุดด่าทอกัน
พวกเขายังต้องการหยิบยื่นความตายให้อีกฝ่าย
ความรัก และ สติปัญญาเป็นสิ่งหายากในหมู่ผู้ที่อ้างถึงความดีงาม
ฉันไม่รู้ว่าใครจะเป็นคนฆ่าใคร แต่พวกคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไล่ฆ่ากัน
มันทุเรศ
21 maggio เห็นหัวประชาชนบ้างครับคุณทหารไหนบอกว่า ประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ตรงไหนครับที่แปลว่า อำนาจอยู่กับคนที่มีเครื่องแบบ หรือ มีปืนอยู่ในมือ ความขัดแย้งใด ๆ มีกลไกทางกฎหมาย ใครผิดก็ฟ้อง ใช้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการ ไปตามข้อเท็จจริงและรับโทษตามที่กฎหมายว่าไป ทหารต้องเลิกทำตัวเป็นศาลเตี๋ย หรือทำเป็นฟึดฟัดแต่ใจจริงยิ้มกริ่ม หยิบเงื่อนไขเหล่านี้ขึ้นมาปั่นเพื่อจัดการกับคู่ต่อสู้ทางการเมืองของตน การที่พลเอกสมเจตน์ บุญถนอม บอกว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำอะไร ทำให้ประเทศชาติมีปัญหานั้น ผมอยากทราบว่าตาบอดหรือเปล่า หรืออ่านแต่ Manage All Lie ที่เสี้ยมอยู่ได้ทุกวัน ตีความทุกเรื่องของรัฐบาลเป็นเรื่องเลวร้าย หรือคิดแต่เรื่องการเมืองการทหารตลอด ทหารที่คิดจะแทรกแซงการเมืองแบบนี้ คือนายทหารที่เป็นพิษ ทำลายบรรยากาศทางการเมืองที่สร้างสรรค์ แต่ถ้าอยากวิจารย์รัฐบาล ก็พูดไปตรง ๆ ว่า อันไหนมีปัญหา ตรงไหนไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ยุให้ทหารออกมาปฏิวัติ ข้าราชการทหารที่อยู่ได้ทุกวันนี้ ก็ด้วยเพราะมีประชาชนเป็นพื้นฐาน อย่าทำร้ายประเทศแบบนี้ มันไม่เก๋ หรือ ฉลาดหรอกครับ มีคนคิดแบบนี้ ทำแบบนี้แล้ว ประเทศชาติพินาศมาเยอะแล้ว ล่าสุดก็เพิ่งไม่นานมานี้เอง จัดทำบทเรียนให้กับตนเองและเพื่อนพ้องด้วย 17 maggio มองการจัดการภัยพิบัตินาร์กีส ผ่าน อาสาสมัครสึนามิเมื่อภัยพิบัติขนาดใหญ่เกิดขึ้น มันมาพร้อมกับคำว่า “วิกฤติ” และแม้จะพอเห็นถึงความยุ่งยากของรัฐบาลพม่าต่อการจัดการภัยพิบัติในครั้งนี้ แต่ผมไม่เชื่อว่าพม่าจะสามารถรับมือ และ ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยได้โดยลำพัง การที่ความช่วยเหลือยังคงเป็นการดำเนินการจากฝ่ายรัฐบาลพม่านั้น ทำให้จินตนาการได้ว่า ประชาชนจำนวนนับล้านคนจะต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติเช่นใด นี่อาจไม่ใช่เรื่องแปลกของรัฐบาลของประเทศนี้ เพราะยามปกติ ความเป็นอยู่และสิทธิความเป็นมนุษย์ของประชาชนพม่าก็ไม่ต่างกับประชาชนที่ประสบภัยเท่าไหร่ เพียงแต่ว่ามันค่อย ๆ เฉา อ่อนแอ และตายไปในที่สุด แต่สำหรับภัยพิบัติการช่วยเหลือที่ไม่ทันการณ์ จะทำให้ประชาชนเสียชีวิตในช่วงเวลาสั้น ๆ จำนวนมาก และหากมองย้อนการจัดการในเหตุการณ์สึนามิของประเทศไทย ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไทยพยายามสุดความสามารถที่จะดำเนินการได้ ซึ่งก็คงเหมือนกับรัฐบาลพม่า ซึ่งทำกันจนสุดมือ แต่ความช่วยเหลือของรัฐบาลไทยทำได้เพียงบางส่วน แต่ด้วยกองทัพอาสาสมัครจำนวนมากจากทั่วโลก รวมถึงคนไทยในชาติช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทำให้ผู้ประสบภัยได้รับการช่วยเหลือพื้นฐานอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเคลื่อนตัวของกระแสอาสาสมัครและความช่วยเหลือเหล่านี้ อยู่นอกเหนือแผนของรัฐบาล เรียกได้ว่า ระบบก็ต้องเดินไป ส่วนสิ่งที่อยู่นอกระบบก็ต้องปล่อยให้เกิดขึ้น เพราะระบบดูแลภาพรวมไม่ได้ ต้องยอมให้กระแสความช่วยเหลือเข้าไปสนับสนุนเป็นกองทัพมด วิธีการเดียวกันนี้ น่าจะนำมาใช้ในประเทศพม่า แต่ก็น่าเสียดายที่รัฐบาลทหารของพม่า ห่วงสถานะทางการเมืองของตนเองเหนือกว่าสถานะของประชาชนที่เฉียดอยู่บนความเป็นและความตาย เพราะแม้แต่การลงประชามติที่เกิดขึ้นหลังภัยพิบัติครั้งประวัติศาสตร์ของพม่าไม่กี่วัน รัฐบาลพม่าก็ยังพยายามผลักดันให้เกิดการลงประชามติ ผมลองจินตนาการดูว่า กำลังคนของราชการที่จะต้องไปดูแลการลงประชามติ จะต้องใช้กำลังคนเท่าไหร่ ทำไมไม่เอาคนเหล่านั้นไปช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ นั่นก็เพราะว่า ด้วยความเป็นจริง ภัยพิบัติของพม่า หาใช่พายุไซโคลนที่ซัดเข้าประเทศครั้งนี้ แต่เป็นตัวเชื้อร้ายของระบอบเผด็จการทหารที่ฝังลึกอยู่ในประเทศแห่งนี้ เมื่อสองความเลวร้ายอยู่ด้วยกัน มหัตภัยที่เกิดขึ้นจึงเป็นอย่างที่เห็น ถึงยุคล่าแม่มด กับ ฆ่าผีปอม กันอีกแล้วเหรอ ?มีนักวิทยาศาสตร์กี่คนแล้ว ที่ถูกพวกคลั่งศาสนาจับแขนคอ
แม้แต่กาลิเลโอ ก็ยังเกือบตาย เพราะบอกว่า โลกกลม
ในบรรดาลัทธิความเชื่อต่าง ๆ การตีความศาสนา การตั้งลัทธิใหม่ ย่อมสั่นสะเทือนต่อศาสนาจักร
ดูอย่าง สันติอโศก ผู้ตีความพุทธศาสตนาและเลือกที่จะปฏิบัติตนในแบบอย่างความเชื่อของตน ก็ยังไม่มีพื้นที่ยืนในศาสนาจักรของไทย
การคิดออกจากกรอบ การตีความความเชื่อ หรือ ทฤษฏีที่ต่างกันออกไป บัดนี้กลายเป็นสิ่งที่ผิดมหันต์ ต้องจับไปแขวนคอ ขับไล่กันแล้วหรือ ?
ผีปอบในอดีต อาจเป็นเพียงคนแปลก ๆ คนหนึงในหมู่บ้าน หรือ อาจจะเป็นคนป่วยทางจิต อย่างนางสมทรง ในนวนิยายคำพิพากษา
การกล่าวถึงขบวนการที่ใหญ่โต มีการจัดตั้ง ของเหล่าอำมาตร และ ขี้ข้าที่ชอบเอาหน้า
ทำให้ปรากฎการณ์เล็ก ๆ คนที่แตกต่าง คนนอก กลายเป็นเชื้อโรคร้ายที่พวกเขารังเกียจและต้องกำจัดให้สิ้นซาก
ปี่กลองปลุกเร้าความเกลียดชังเพื่อสังหารเหยื่อดังสนั่น
โอ้...สติปัญญา หายไปไหนกันหมด
ความพอดีในการที่จะเกลียดใครสักคนอยู่ที่ไหน หรือนี่คือสงครามของพวกเขา คนไทยกลุ่มหนึ่งจึงกลายเป็น ศรัทรูที่ต้องฆ่าให้ตาย หยามให้เสียเกียริต์ ถ้าท่านจะบอกว่า "คนนั้นเป็นคนเลวของสังคม" จงตอบด้วยว่า "โลกนั้นกลม หรือ แบน" 09 maggio คู่มือ การทำรัฐประหาร ในประเทศไทยสร้างกระแสปั่นป่วน - มีการเปิดประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า บ้านเมืองไม่ปกติ เข้าสู่วิกฤติ - มีการพบปะของนายทหารทั้งในและนอกราชการ - มีการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอะไรบางอย่าง เช่น ให้ลาออก หรือ โยกย้าย รมต บางคน หรือ ให้จัดการกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ไม่เช่นนั้น ทหารจะรู้สึกไม่สบายใจ (ประมาณว่าเจ็บคอ) ช่วงการเตรียมกำลังก่อนก่อการ - มีการประชุมนายทหารคุมกำลัง เพื่อเตรียมเป็นหน่วยหลักในการทำรัฐประหาร - จัดหาเงินทุนในการดำเนินการ เช่น ติดต่อนายทุน หรือ เตรียมสำรองจ่ายจากคลัง (ยังไงก็ยังต้องมีเงิน ไม่งั้นไม่สำเร็จ ค่าข้าว น้ำมัน เบี้ยเลี้ยง) - เตรียมแผน แบ่งความรับผิดชอบภาระกิจ ใครยึด ใครจับใครที่ไหน ช่วงปฏิบัติการ - ไม่รู้ว่าเขา กลางวัน กลางคืน มันต่างกันยังไง - เอารถถังไปยึดสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และส่งคนไปยืนหน้าหนังสือพิมพ์ - บุกจับบุคคลสำคัญ (เชิญตัว) เช่นนายก รมต สส อีกหน่อยคงมีนักกิจกรรมทางสังคมด้วย - ออกแถลงการณ์ "ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ สันติจะคืนมา" - จ้างสำนัก poll สำรวจความนิยม รู้ใช่เปล่าว่า จะออกมาอย่างไร - ลูกเมียใครไม่รู้ ออกไปยืนมอบดอกไม้ให้ทหารที่ออกมาฉีกรัฐธรรมนูญตามท้องถนน - ประกาศกฎอัยการศึก ทั่วประเทศ - เรียก ผว ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เข้ารายงานตัว - ประกาศระยะเวลาในการแต่งตั้งรัฐบาลพลเมือง ทหารเตรียมยุติบทบาท - แต่งตั้ง นายทหาร ไปนั่งบริหารบอร์ดรัฐวิสาหกิจ - เบิกงบรัฐประหาร - โยกย้ายข้าราชการทหาร และ พลเรือน ครั้งใหญ่ เพื่อความเหมาะสม ส่วนประชาชน เดินไปเซเว่น ไปซื้อวาเป๊ก มาดมครับ |
||||||||||||||||||||||
|
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
|
|||||||||||||||||||||||
|
|